สัญญาซื้อขายของมือสอง ขายผ่อน วางมัดจำ ระหว่างบุคคล ต้องเขียนอะไรบ้าง?
SiamContract · · อ่าน 9 นาที
สัญญาซื้อขายของมือสองระหว่างบุคคล ราคาเกิน 20,000 ต้องมีหลักฐานไหม กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไร ขายผ่อนต่างจากเช่าซื้อยังไง มัดจำริบได้แค่ไหน ขายตามสภาพคุ้มครองแค่ไหน
ขายกล้องตัวเก่าให้รุ่นน้อง ขายโต๊ะสนุกเกอร์ให้เพื่อนบ้าน หรือขายเครื่องชงกาแฟตอนปิดร้าน ส่วนใหญ่เราตกลงกันในแชท โอนเงิน แล้วยกของไปครับ ซึ่งก็ใช้ได้ แต่พอเป็นของราคาหลักหมื่นขึ้นไป หรือคนซื้อขอ ผ่อน หรือขอ วางมัดจำไว้ก่อน เรื่องที่ไม่เคยคิดจะโผล่มาทันที — ของเป็นของใครตอนยังผ่อนไม่ครบ ผู้ซื้อหายไปแล้วมัดจำริบได้ไหม ของเสียหลังรับไปสองอาทิตย์ใครรับผิด บทความนี้สรุปให้ว่า สัญญาซื้อขาย ของมือสองควรเขียนอะไรบ้าง
1. ซื้อขายของมือสองต้องทำเป็นหนังสือไหม
ของทั่วไปที่เคลื่อนที่ได้ (สังหาริมทรัพย์) เช่น โทรศัพท์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือช่าง รวมถึงรถยนต์ ไม่มีแบบบังคับ ตกลงกันปากเปล่าก็เป็นสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์ครับ ที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนไม่งั้นเป็นโมฆะ มีแค่อสังหาริมทรัพย์ เรือตั้งแต่ 5 ตัน แพ และสัตว์พาหนะ (ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง)
และช้าก่อน!!! ถ้าราคา ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป แล้ววันหนึ่งต้องฟ้องบังคับกัน ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ (มาตรา 456 วรรคสามประกอบวรรคสอง)
- หลักฐานเป็นหนังสือ ที่ฝ่ายผู้ต้องรับผิดลงชื่อไว้
- วางมัดจำ แล้ว
- ชำระหนี้บางส่วน แล้ว เช่น จ่ายไปงวดแรก
ข้อนี้ไม่ได้ทำให้สัญญาเป็นโมฆะนะครับ สัญญายังมีอยู่ แต่ถ้าไม่มีสักข้อ จะไปขอให้ศาลบังคับไม่ได้ สัญญาที่ลงชื่อทั้งสองฝ่ายจึงเป็นทางที่ง่ายและชัดที่สุด ส่วนของราคาต่ำกว่า 20,000 บาท ตกลงด้วยวาจาก็ฟ้องได้ แต่มีเอกสารไว้ก็ยังช่วยเรื่องพิสูจน์ว่าตกลงอะไรกัน
2. กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไร — เรื่องสำคัญที่สุดของการขายผ่อน
หลักคือ กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ทำสัญญา (มาตรา 458) ไม่ใช่ตอนจ่ายเงินครบ และไม่ใช่ตอนส่งของ ยกเว้น 2 กรณี
- ตกลงเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้ เช่น "กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ขายจนกว่าผู้ซื้อชำระราคาครบ" — กรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ (มาตรา 459)
- ยังไม่ได้ระบุตัวทรัพย์แน่นอน เช่น ขายกระถางต้นไม้ 20 ใบจากกองร้อยใบ กรรมสิทธิ์โอนเมื่อนับหรือคัดเลือกแล้ว (มาตรา 460)
อีกข้อที่ผู้ขายควรรู้ ถ้าในสัญญา ไม่ได้กำหนดเวลาชำระราคา ผู้ขายยึดหน่วงของไว้ได้จนกว่าจะได้รับเงิน (มาตรา 468) แต่ถ้าตกลงให้ผ่อนและส่งของไปก่อนแล้ว ข้อนี้ช่วยไม่ได้ เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือหลักของผู้ขายผ่อน
3. ขายผ่อน กับ เช่าซื้อ ต่างกันยังไง
| เรื่อง | ขายผ่อน (ซื้อขายแบ่งจ่าย) | เช่าซื้อ |
|---|---|---|
| ลักษณะ | ซื้อขายธรรมดา แค่แบ่งจ่ายราคาเป็นงวด | เจ้าของให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขาย เมื่อจ่ายครบตามงวด (ม.572) |
| กรรมสิทธิ์ | โอนทันที เว้นแต่ตั้งเงื่อนไขไว้ (ม.458, 459) | ยังเป็นของเจ้าของจนจ่ายครบ |
| แบบสัญญา | ไม่บังคับ (แต่ราคา ≥ 20,000 ควรมีหนังสือเพื่อฟ้องได้) | ต้องทำเป็นหนังสือ ไม่งั้นเป็นโมฆะ (ม.572) |
| ผิดนัดชำระ | ฟ้องเรียกเงินที่ค้าง | ผิดนัด 2 งวดติดกัน เจ้าของเลิกสัญญา ริบเงิน และเอาทรัพย์คืนได้ (ม.574) |
| อากรแสตมป์ | ไม่ต้องติด | 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของราคาทั้งหมด (ลักษณะแห่งตราสาร 3) |
ระหว่างเพื่อนหรือคนรู้จักที่ขายของชิ้นเดียว ขายผ่อนแบบมีเงื่อนไขโอนกรรมสิทธิ์เมื่อจ่ายครบ มักตรงกว่าและง่ายกว่าครับ ส่วนการทำเช่าซื้อเป็นธุรกิจ มีประกาศ สคบ. กำกับเพิ่มอีกชั้น ไม่ควรใช้แบบฟอร์มทั่วไป
4. วางมัดจำ ริบได้แค่ไหน
มัดจำคือเงิน (หรือของ) ที่ให้ไว้ ในวันทำสัญญา เป็นหลักฐานว่าตกลงกันแล้ว และเป็นประกันว่าจะทำตามสัญญา (มาตรา 377) ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ผลเป็นแบบนี้ (มาตรา 378)
| เกิดอะไรขึ้น | มัดจำ |
|---|---|
| ซื้อขายเรียบร้อย | คืน หรือหักเป็นส่วนหนึ่งของราคา |
| ผู้ซื้อ (ฝ่ายที่วางมัดจำ) ผิดสัญญา ไม่มาจ่ายส่วนที่เหลือ | ผู้ขายริบได้ |
| ผู้ขาย (ฝ่ายที่รับมัดจำ) ผิดสัญญา เช่น เอาของไปขายคนอื่น | ต้องคืนผู้ซื้อ |
มีสองเรื่องที่ต้องระวังครับ ข้อแรก เงินที่จ่ายภายหลังวันทำสัญญาไม่ใช่มัดจำ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเงินที่ให้ไว้ในวันทำสัญญาเป็นมัดจำและริบได้ แต่เงินที่จ่ายเพิ่มภายหลังไม่ใช่มัดจำ (ฎีกาที่ 918/2558) ข้อสอง มัดจำที่สูงเกินส่วน ศาลลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายจริง (พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.7) และใช้กับสัญญาระหว่างบุคคลทั่วไปด้วย ไม่จำกัดแค่สัญญาผู้บริโภค (ฎีกาที่ 301/2563)
5. ขายตามสภาพ คุ้มครองผู้ขายแค่ไหน
โดยหลัก ผู้ขายต้องรับผิดถ้าของชำรุดบกพร่องจนเสื่อมราคาหรือใช้งานตามปกติไม่ได้ แม้ผู้ขายไม่รู้ว่ามี (มาตรา 472) และผู้ซื้อฟ้องได้ภายใน 1 ปีนับแต่พบความชำรุด ไม่ใช่นับจากวันซื้อ (มาตรา 474) แต่ผู้ขายไม่ต้องรับผิด ถ้าผู้ซื้อรู้หรือควรรู้อยู่แล้วตอนซื้อ หรือความชำรุดเห็นได้ชัดตอนรับของแล้วรับไว้โดยไม่ทักท้วง (มาตรา 473)
การเขียนว่า "ขายตามสภาพ" ทำได้ (มาตรา 483) แต่ไม่คุ้มครองผู้ขายที่ รู้ความชำรุดแล้วปกปิด หรือความเสียหายที่ผู้ขายก่อเอง (มาตรา 485) วิธีที่ดีที่สุดของผู้ขายจึงไม่ใช่การปิด แต่คือ เขียนตำหนิที่รู้ทุกข้อลงในสัญญา เช่น "เลนส์มีฝ้าเล็กน้อย แบตเสื่อมเหลือประมาณครึ่ง" แล้วให้ผู้ซื้อเซ็นรับทราบ ตำหนิที่แจ้งแล้ว ผู้ซื้อจะมาเรียกร้องทีหลังไม่ได้
6. และช้าก่อน!!! 6 จุดที่ซื้อขายของมือสองพลาดบ่อย
- ขายผ่อนแต่ไม่เขียนเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ — ของเป็นของผู้ซื้อตั้งแต่วันแรก ผู้ซื้อหยุดจ่าย ผู้ขายยึดคืนเองไม่ได้ ต้องฟ้องเรียกเงิน
- ตั้งชื่อสัญญาว่า "เช่าซื้อ" แต่ตกลงกันปากเปล่า — เช่าซื้อที่ไม่ทำเป็นหนังสือเป็นโมฆะ (มาตรา 572)
- ใช้คำว่า "เงินจอง" "เงินประกัน" แทน "มัดจำ" ให้คลุมเครือ — ผลทางกฎหมายต่างกัน ถ้าตั้งใจให้ริบได้เมื่อผู้ซื้อเบี้ยว ให้เขียนว่า "มัดจำ" และให้กันในวันทำสัญญา
- ระบุตัวของไม่ชัด — เขียนแค่ "กล้อง 1 ตัว" ไม่พอ ควรมียี่ห้อ รุ่น สี และ เลขเครื่อง (serial number) ถ้ามี จะได้ไม่เถียงกันว่าส่งตัวไหน
- ไม่ถามว่าของยังติดภาระหรือไม่ — ผู้ขายควรรับรองว่าเป็นเจ้าของจริง ไม่ได้จำนำ ไม่ติดผ่อนกับบริษัท ถ้ามีคนอื่นมาอ้างสิทธิเหนือของทีหลัง ผู้ขายต้องรับผิด (มาตรา 475) แต่การรับรองไว้ในสัญญาช่วยให้ตามง่ายขึ้น
- นับอายุความชำรุดบกพร่องผิด — นับ 1 ปีจากวันที่ พบ ความชำรุด ไม่ใช่วันซื้อ (มาตรา 474) ส่วนถ้าของที่ส่งมาไม่ตรงสเปกที่ตกลงกัน ศาลถือเป็นการฟ้องฐานผิดสัญญา อายุความ 10 ปี (ฎีกาที่ 4237/2558)
7. สัญญาซื้อขายต้องติดอากรแสตมป์ไหม
ไม่ต้องครับ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ไม่มีรายการ "ซื้อขาย" ตัวสัญญาซื้อขายของมือสองจึงไม่ต้องติดอากร ข้อยกเว้นที่ต้องรู้คือ ใบรับเงินค่าขายรถหรือยานพาหนะที่จดทะเบียน ต้องติดอากร 1 บาทต่อทุก 200 บาท (ลักษณะแห่งตราสาร 28) ถ้าขายรถ ดูรายละเอียดได้ที่ บทความซื้อขายรถมือสอง และใช้ สัญญาซื้อขายรถมือสอง ที่มีช่องเลขตัวถังและการโอนทะเบียนให้ครบ
ถ้าผู้ซื้อผ่อนไม่ตรงงวด เริ่มจาก หนังสือทวงถาม เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนครับ และถ้าผู้ขายไปส่งของหรือทำเรื่องเองไม่ได้ ใช้ หนังสือมอบอำนาจ ให้คนที่ไว้ใจทำแทนได้
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีของคุณ หากมูลค่าสูงหรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความ
คำถามที่พบบ่อย
ขายของมือสองราคาเกิน 20,000 บาท ต้องทำสัญญาไหม
สัญญาซื้อขายสมบูรณ์แม้ตกลงด้วยวาจา แต่ถ้าราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปและจะฟ้องบังคับ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่ฝ่ายต้องรับผิดลงชื่อ หรือวางมัดจำ หรือชำระราคาบางส่วนแล้ว (ป.พ.พ. มาตรา 456)
ขายผ่อน ผู้ซื้อไม่จ่ายต่อ ยึดของคืนได้ไหม
ถ้าไม่ได้เขียนเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ กรรมสิทธิ์เป็นของผู้ซื้อตั้งแต่ทำสัญญา ผู้ขายยึดคืนเองไม่ได้ ต้องทวงถามและฟ้องเรียกเงินที่ค้าง ถ้าเขียนเงื่อนไขไว้ กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะจ่ายครบ (มาตรา 458, 459)
ผู้ซื้อวางมัดจำแล้วไม่มาซื้อ ริบมัดจำได้ไหม
ได้ ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายริบมัดจำได้ (มาตรา 378) แต่ถ้ามัดจำสูงเกินส่วน ศาลลดลงให้ริบได้เท่าความเสียหายจริง (พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 7)
สัญญาซื้อขายต้องติดอากรแสตมป์ไหม
ไม่ต้อง สัญญาซื้อขายไม่มีรายการในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ยกเว้นใบรับเงินค่าขายยานพาหนะที่จดทะเบียน ซึ่งต้องติด 1 บาทต่อทุก 200 บาท
ข้อมูลอ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377, 378, 458–460, 468, 472–475, 483, 485, 572, 574
- พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 6, 7
- บัญชีอัตราอากรแสตมป์ กรมสรรพากร
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2522
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3067/2530
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2558
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2563
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4237/2558
หมายเหตุ: ข้อมูล ณ 29 กันยายน พ.ศ. 2569 — กฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานอาจเปลี่ยนแปลง